สมัครขายของใน Thaimart ใช้แค่บัตรประชาชนกับบัญชีธนาคารชื่อเดียวกับผู้สมัคร กรอกข้อมูลร้าน ยืนยันตัวตน (KYC) แล้วรอตรวจสอบ จากนั้นลงสินค้าได้ทันที ข้อจำกัดสำคัญคือบัตรประชาชน 1 ใบเปิดได้ 1 ร้านเท่านั้น และเงินโอนเป็นรอบรายสัปดาห์ ไม่ใช่รายออเดอร์
ขั้นตอนสมัคร
- ดาวน์โหลดแอป Thaimart หรือเข้าหน้าผู้ขายที่ seller.thaimart.com แล้วสมัครบัญชีด้วยเบอร์โทรศัพท์
- เลือกประเภทผู้ขาย — บุคคลธรรมดา หรือ นิติบุคคล (เลือกผิดต้องติดต่อทีมงานแก้ ไม่สามารถสลับเองได้)
- กรอกชื่อร้าน ที่อยู่รับส่งคืนสินค้า และข้อมูลติดต่อ
- ยืนยันตัวตน (KYC/KYB) — อัปโหลดเอกสารตามประเภทผู้ขาย
- ผูกบัญชีธนาคารสำหรับรับเงิน — ชื่อบัญชีต้องตรงกับชื่อผู้สมัคร
- รอผลตรวจสอบ แล้วเริ่มลงสินค้าได้
เอกสารที่ต้องเตรียม
| ประเภทผู้ขาย | เอกสารที่ต้องใช้ |
|---|---|
| บุคคลธรรมดา | บัตรประชาชน + บัญชีธนาคารชื่อเดียวกับผู้สมัคร |
| นิติบุคคล | หนังสือรับรองบริษัท + บัตรประชาชนกรรมการ + บัญชีธนาคารในนามบริษัท |
รอบโอนเงิน — จุดที่ต่างจาก Shopee Lazada ชัดที่สุด
Thaimart จ่ายเงินเป็นรอบรายสัปดาห์ ตัดรอบวันจันทร์และโอนวันอังคาร ไม่ใช่ทยอยจ่ายรายออเดอร์หลังลูกค้ากดรับสินค้าแบบที่คุ้นเคย ผลกระทบจริงคือกระแสเงินสด ไม่ใช่ยอดเงิน — ถ้าร้านคุณหมุนเงินซื้อของเข้าสต๊อกทุกวัน ต้องเผื่อเงินก้อนกลางสัปดาห์ไว้
- ตัดรอบ: วันจันทร์
- โอนเข้าบัญชี: วันอังคาร
- ออเดอร์ที่ปิดหลังตัดรอบ จะไปรวมในรอบถัดไป
ค่าธรรมเนียมที่ต้องรู้ก่อนลงสินค้าตัวแรก
ช่วงนี้ Thaimart ยังไม่เก็บทั้งค่าคอมมิชชั่นและค่าธุรกรรม แปลว่าขายได้ 100 บาท เข้าร้าน 100 บาทเต็ม แต่เป็นโปรโมชันที่มีวันหมดอายุชัดเจน ไม่ใช่โครงสร้างถาวร — ค่าธุรกรรม 3% เริ่มเก็บ 1 ม.ค. 2570 และค่าคอมมิชชั่นเริ่มที่ 5% วันที่ 7 ก.ค. 2570
ดูตารางค่าธรรมเนียม Thaimart ทุกปีแบบละเอียดบันไดค่าธรรมเนียม 0% → 5% → 8% → 10% พร้อมตัวอย่างกำไรจริงในแต่ละช่วงเลือกหมวดให้ตรงกับสินค้า — ค่าคอมแต่ละหมวดต่างกันมาก
ตัวเลือกเพิ่มเติม — ส่วนลด ค่าส่ง ต้นทุนอื่น ค่าคอม Affiliate
ไม่รู้ต้นทุนกล่อง/แพ็กต่อออเดอร์? คำนวณต้นทุนแพ็คให้ →
AFTERFEE
ใบแจกแจงกำไรต่อชิ้น
กำไรสุทธิ
฿000.00
กรอกราคาขาย แล้วดูกำไรจริงทันที
ใส่ราคากับต้นทุนสินค้าที่จะลงขาย ดูว่าเหลือกำไรเท่าไรก่อนตัดสินใจตั้งราคา
ลงสินค้าตัวไหนก่อนดี
เนื่องจากยังเป็นแพลตฟอร์มใหม่ที่คนซื้อยังไม่มาก การยกทั้งร้านมาลงจึงเสียเวลามากกว่าที่ได้ วิธีที่เสี่ยงต่ำกว่าคือเลือกสินค้าขายดี 10–20 ตัวที่มีกำไรต่อชิ้นสูงพอ ลงไว้ยึดที่ก่อน แล้ววัดยอดจริงสัก 1–2 เดือน ค่อยตัดสินใจว่าจะขยาย